ปรากฏการณ์ “มุ้งนาโน” ตอนที่ 3: นอกจาก บริษัท Sumitomo Chemical มีใครอีกบ้างที่ผลิตมุ้ง LLIN สำเร็จ
ในปี 1998 ซึ่งเป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับที่ทางซีกตะวันออกไกลประสบความสำเร็จ ทางซีกยุโรปก็มีการคิดค้นมุ้ง LLIN ด้วยเช่นกัน (เป็นการคิดค้นในขอบเขตของงานวิชาการ มิใช่เพื่อธุรกิจ) กลุ่มนักวิจัยและพัฒนาที่มีความโดดเด่น คือกลุ่มที่ทำงานในห้องปฎิบัติการควบคุมยุง ที่ The Institut de Recherche pour le Développement เมืองมงต์เปลลิเย่ร์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ขอเอ่ยนามสองท่านคือ Dr. Pierre Guillet หัวหน้าทีม (ซึ่งต่อมาย้ายมาทำงานที่องค์การอนามัยโลก กรุงเจนีวา ในหน่วยงาน Parasitic Diseases & Vector Control, Communicable Diseases Control, Prevention & Eradication) และอีกคนคือ Dr. Ole Skovmand
ในการทดสอบภาคสนามครั้งใหญ่ในพื้นที่สามแห่งของทวีปแอฟริกา ซึ่งจัดโดยองค์การอนามัยโลก มีหลายร้อยหมู่บ้านเข้าร่วมการทดสอบ โดยพบว่าการใช้มุ้งชุบสารออกฤทธิ์ แบบดั้งเดิม (ที่ยังไม่มีคุณลักษณะเป็นมุ้ง LLIN) สามารถควบคุมประชากรยุงและลดอัตราการระบาดของโรคเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก แต่ปัญหาก็คือ หลังจากใช้งานไประยะหนึ่ง ผู้ใช้จะซักทำความสะอาดมุ้ง ทำให้สารเคมีที่เคลือบมุ้งถูกชะล้างออกไปด้วย ดังนั้น เมื่อเวลาผ่านไป 6-12 เดือน มุ้งจะไม่มีสารออกฤทธิ์ หรือมีปริมาณไม่พอเพียงที่จะฆ่าหรือไล่ยุงได้ ทำให้ต้องมีการจัดซื้อสารออกฤทธิ์มาชุบใหม่ และส่วนใหญ่ถ้าไม่มีนักวิชาการหรือเจ้าหน้าที่ไปให้การสนับสนุนหรือแนะนำ อัตราการนำมุ้งมาชุบใหม่ต่ำมาก ดังนั้น จะต้องหาวิธีหรือคิดค้นให้สารออกฤทธิ์ติดที่เส้นใยคงทนถาวร ทนการซักล้างได้มากครั้ง และค่อย ๆ ปล่อยสารออกฤทธิ์จากด้านในมาที่พื้นผิว ทดแทนปริมาณที่ถูกชะล้างออกไประหว่างการซัก ทำให้มีประสิทธิภาพในการไล่หรือฆ่ายุงตลอดอายุการใช้งานของมุ้ง
ซึ่งในเวลาต่อมา ห้องปฏิบัติการแห่งมงต์เปลลิเย่ร์ ได้กลายมาเป็นที่สำหรับการประชุมหารือระหว่างผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมและนักวิจัย เพื่อการคิดค้นพัฒนามุ้ง LLIN หนึ่งในตัวแทนภาคอุตสาหกรรม คือ Torben Vestergaard Frandsen ผู้ซึ่งมีวิสัยทัศน์ที่จะต่อยอดงานวิจัยไปสู่ธุรกิจอุตสาหกรรม
ทีมนักวิจัยของ Dr. Ole Skovmand ประสบความสำเร็จในการใช้สารออกฤทธิ์ (เดลต้าเมทริน) ร่วมกับโพลิเมอร์ เคลือบลงไปบนผ้ามุ้งโพลีเอสเตอร์ โดยกระบวนการ จุ่ม-อัด-ผนึก ด้วยเครื่องแพดเดอร์และสเตนเตอร์ และด้วยการสนับสนุนด้านการเงินจากองค์การความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศเดนมาร์ก (Danida) Dr. Skovmand ได้ถูกเชิญให้เดินทางไปประเทศเวียดนาม เพื่อขยายงานทดลองจากห้องปฎิบัติการไปสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม การทดลองประสบปัญหายุ่งยากหลายประการ เนื่องจากการผลิตจริงมีตัวแปรที่ไม่สามารถควบคุมได้ง่ายเหมือนห้องปฎิบัติการ ทีมงานใข้เวลาลองผิด ลองถูกอีกอย่างน้อยหนึ่งปี จนท้ายที่สุดผลิตภัณฑ์ ที่มีชื่อทางการค้าว่า “Permanet” ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลกว่ามีคุณสมบัติเป็นมุ้ง LLIN ในปี 2004 นับเป็นบริษัทที่สอง ต่อจากบริษัท Sumitomo Chemical
บริษัท Vestergaard-Frandsen เป็นผู้ถือสิทธิบัตร มุ้ง Permanet เท่าที่ทราบ ในปัจจุบันมีการผลิตหลัก ๆ ในประเทศเวียดนาม ไทย บังคลาเทศ และ ไนจีเรีย ซึ่งบริษัท อ้างว่า มีกำลังการผลิตรวมกัน ประมาณ 70 ล้านหลัง/ ปี
ในเวลาต่อมี มีบริษัทเอกชน ซี่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทเคมีข้ามชาติ ได้สนใจที่จะเข้ามามีส่วนแบ่งทางธุรกิจทางด้านนี้มากขึ้น เนื่องจากมีการประเมินความต้องการใช้มุ้ง เพื่อป้องกันการระบาดของโลกมาลาเรีย ในทุก ๆ ภูมิภาคของโลก ประมาณ 120-150 ล้านหลัง/ ปี ทั้งนี้ บริษัทต่าง ๆ ได้ ทำการวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ของตนเอง และในเวลาต่อมา ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก ตามลำดับก่อน/หลัง ดังต่อไปนี้
1. บริษัท BASF ประเทศเยอรมนี วิจัยและพัฒนามุ้ง Interceptor ซึ่งเป็นมุ้ง LLIN ทำจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์ ใช้เทคนิค Coating คือการเคลือบด้วยผ้ามุ้งด้วยวิธีจุ่ม-อัด-ผนึก สารออกฤทธิ์ที่ใช้ชื่อว่า อัลฟา-ไซเปอร์มิทริน ได้รับการรับรองฯ ในปี 2007 ปัจจุบันมีการผลิตในประเทศไทย จีน และเวียดนาม ในอนาคต อาจจะขยายการผลิตไปยังประเทศอื่น ๆ อีก
2. บริษัท Clarke Mosquito Control, Inc. ประเทศสหรัฐอเมริกา วิจัยและพัฒนามุ้ง Duranet ซึ่งเป็นมุ้ง LLIN ทำจากเส้นใยโพลีเอธีลีน ใช้เทคนิค Incorporation (เทคนิคเดียวกับ Sumitomo) สารออกฤทธิ์ที่ใช้ชื่อว่า อัลฟา-ไซเปอร์มิทริน ได้รับการรับรองฯ ในปี 2008 ปัจจุบันมีการผลิตในประเทศอินเดียเป็นหลัก
3. บริษัท Intection/ บริษัท Best Net Europe Ltd. ประเทศอังกฤษ ต่อยอดการผลิตมาจากผลงานวิจัยและพัฒนา ของ Dr. Ole Skovmand (ซึ่งในเวลาต่อมา แยกตัวออกมาจากกลุ่มธุรกิจ Vestergaard-Frandsen) เป็นมุ้ง LLIN ทำจากเส้นใยโพลีเอธีลีน ใช้เทคนิค Incorporation (เทคนิคเดียวกับ Sumitomo) สารออกฤทธิ์ที่ใช้ชื่อว่า เดลต้าเมทริน ได้รับการรับรองฯ ในปี 2008 ปัจจุบันมีการผลิตในประเทศอินเดียเป็นหลัก
4. บริษัท ทานาเน็ตติ้ง จำกัด/ ประเทศไทย บริษัท ทานาฯ เป็นบริษัทในเครือของ บริษัท สยามดัชท์ มอสกิโต้ เน็ตติ้ง จำกัด ได้รับการสนับสนุนงานวิจัย/พัฒนา จากทั้ง Netmark (USAID) บริษัท Bayer ผู้จัดจำหน่ายสารเดลต้าเมทริน และโพลีเมอร์ และบริษัท Anovotek สหรัฐอเมริกา (เครื่องสเปรย์ และเครื่องอบ) กระบวนการผลิตจะเริ่มจากตัด-เย็บมุ้ง ที่ยังไม่ชุบสารเคมี นำมาเข้าเครื่อง (คล้ายกับเครื่องซักผ้า) และฉีดสเปรย์ที่เป็นส่วนผสมของเดลต้าเมทริน + โพลิเมอร์เข้าไป หลังจากนั้น จะผ่านขั้นตอนการอบให้ผ้าแห้ง ชื่อการค้าของมุ้งที่ผลิตโดยบริษัท ทานาฯ คือ DawaPlus ได้รับการรับรองเมื่อปี 2009
5. บริษัท Bayer CropScience แห่งประเทศฝรั่งเศส ได้คิดค้น และพัฒนา ชุดชุบสารเดลต้าเมทริน สูตรพิเศษ ที่ทำให้มุ้งธรรมดา กลายเป็นมุ้ง LLIN ชื่อการค้าว่า K-O Tab 1-2-3 ซึ่งเหมาะสมสำหรับให้ผู้ใช้ ชุบมุ้งด้วยตนเอง อย่างไร ก็ตาม องค์การอนามัยโลก ได้ทดสอบประสิทธิภาพ และตัดสินว่า มุ้งที่ชุบด้วย K-O Tab 1-2-3 ไม่ได้มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ LLIN อย่างสมบูรณ์ แต่สามารถทนการซักได้ประมาณ 15 ครั้ง
6. บริษัท Syngenta ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นอีกบริษัท ที่คิดค้น และพัฒนา ชุดชุบสารแลมบ์ด้า ไซฮาโลทริน สูตรพิเศษ ที่ทำให้มุ้งธรรมดา กลายเป็นมุ้ง LLIN ชื่อการค้าว่า ICON Maxx ซึ่งเหมาะสมสำหรับให้ผู้ใช้ ชุบมุ้งด้วยตนเอง อย่างไร ก็ตาม องค์การอนามัยโลก ได้ทดสอบประสิทธิภาพ และตัดสินว่า มุ้งที่ชุบด้วย ICON Maxx ไม่ได้มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ LLIN อย่างสมบูรณ์ แต่สามารถทนการซักได้ประมาณ 15 ครั้ง
และบริษัทอื่น ๆ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ให้องค์การอนามัยโลกพิจารณา แต่ยังไม่ได้มีการรับรอง (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2010) ได้แก่
1. บริษัท Bayer คิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์มุ้ง LLIN ชื่อการค้าว่า LifeNet ใช้สารเดลต้าเมทริน ฝัง (Incorporated) ไปในเส้นใย โพลีพรอพเพอลีน
2. บริษัท V.K.A. Polymers ประเทศอินเดีย คิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์มุ้ง LLIN ชื่อการค้าว่า MagNet
3. บริษัท Royal Sentry, USA ไม่มีข้อมูลรายละเอียดผลิตภัณฑ์
เมื่อผู้อ่านได้อ่านเรื่องราวมาถึงตรงนี้ ก็จะสามารถเข้าใจได้ว่า มุ้ง LLIN หรือ มุ้งเคลือบสารเคมีชนิดออกฤทธิ์ยาวนาน มิได้เป็นเรื่องใหม่ และมีผู้คิดค้น/ พัฒนาและผลิตในเชิงการค้ามานับทศวรรษแล้ว
ต่อกรณี ที่ สวทช. ได้เปิดตัว .”มุ้งนาโน” และชี้แจงว่า มีกระบวนการผลิตที่เป็นไปได้สองวิธีคือ การฝังสารออกฤทธิ์เข้าไปในเส้นใย (Incorporation) และวิธีการเคลือบสารออกฤทธิ์ลงไปบนพื้นผิวของเส้นใย (Coating) ก็จะเป็นวิธีการเดียวกันกับบรรดา
ผู้ผลิตรายอื่น ๆ ที่กล่าวมาในตอนต้น
ผู้เขียนได้สอบถามความเห็นจากเพื่อนชาวต่างชาติที่ทำงานบริษัทเคมียักษ์ใหญ่ของโลก ซึ่งเป็นผู้ประสานงานโครงการผลิตมุ้ง LLIN ด้วยกัน ซึ่งได้รับคำตอบว่า ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าการผลิตมุ้ง LLIN จำเป็นถึงขนาดจะต้องใช้นาโนเทคโนโลยี่ ดังนั้น ถ้ากระบวนการผลิตไม่ได้แตกต่างจากบริษัทอื่น ๆ ที่ทำมาก่อนหน้า ก็ไม่อาจถือได้ว่า “ประสบความสำเร็จเป็นรายแรกของเอเซีย หรือของโลก”
ในฐานะที่เป็นคนไทย ก็สนใจอยากติดตามผลงานและรายละเอียดอื่น ๆ และขอเป็นกำลังใจให้ทีมวิจัยของเรามีผลงานออกมาเยอะ ๆ นะครับ
ในตอนต่อไป จะพูดถึงเงื่อนไข/เกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะพิจารณารับรองคุณสมบัติของมุ้ง LLIN ซึ่งจะมีทั้งส่วนของประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์ต่อแมลง พร้อม ๆ กับมาตรฐานความปลอดภัยต่อผู้ใช้

