ในการทดสอบภาคสนามครั้งใหญ่ในพื้นที่สามแห่งของทวีปแอฟริกา ซึ่งจัดโดยองค์การอนามัยโลก มีหลายร้อยหมู่บ้านเข้าร่วมการทดสอบ โดยพบว่าการใช้มุ้งชุบสารออกฤทธิ์ แบบดั้งเดิม (ที่ยังไม่มีคุณลักษณะเป็นมุ้ง LLIN) สามารถควบคุมประชากรยุงและลดอัตราการระบาดของโรคเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก แต่ปัญหาก็คือ หลังจากใช้งานไประยะหนึ่ง ผู้ใช้จะซักทำความสะอาดมุ้ง ทำให้สารเคมีที่เคลือบมุ้งถูกชะล้างออกไปด้วย ดังนั้น เมื่อเวลาผ่านไป 6-12 เดือน มุ้งจะไม่มีสารออกฤทธิ์ หรือมีปริมาณไม่พอเพียงที่จะฆ่าหรือไล่ยุงได้ ทำให้ต้องมีการจัดซื้อสารออกฤทธิ์มาชุบใหม่ และส่วนใหญ่ถ้าไม่มีนักวิชาการหรือเจ้าหน้าที่ไปให้การสนับสนุนหรือแนะนำ อัตราการนำมุ้งมาชุบใหม่ต่ำมาก ดังนั้น จะต้องหาวิธีหรือคิดค้นให้สารออกฤทธิ์ติดที่เส้นใยคงทนถาวร ทนการซักล้างได้มากครั้ง และค่อย ๆ ปล่อยสารออกฤทธิ์จากด้านในมาที่พื้นผิว ทดแทนปริมาณที่ถูกชะล้างออกไประหว่างการซัก ทำให้มีประสิทธิภาพในการไล่หรือฆ่ายุงตลอดอายุการใช้งานของมุ้ง
ซึ่งในเวลาต่อมา ห้องปฏิบัติการแห่งมงต์เปลลิเย่ร์ ได้กลายมาเป็นที่สำหรับการประชุมหารือระหว่างผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมและนักวิจัย เพื่อการคิดค้นพัฒนามุ้ง LLIN หนึ่งในตัวแทนภาคอุตสาหกรรม คือ Torben Vestergaard Frandsen ผู้ซึ่งมีวิสัยทัศน์ที่จะต่อยอดงานวิจัยไปสู่ธุรกิจอุตสาหกรรม
ทีมนักวิจัยของ Dr. Ole Skovmand ประสบความสำเร็จในการใช้สารออกฤทธิ์ (เดลต้าเมทริน) ร่วมกับโพลิเมอร์ เคลือบลงไปบนผ้ามุ้งโพลีเอสเตอร์ โดยกระบวนการ จุ่ม-อัด-ผนึก ด้วยเครื่องแพดเดอร์และสเตนเตอร์ และด้วยการสนับสนุนด้านการเงินจากองค์การความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศเดนมาร์ก (Danida) Dr. Skovmand ได้ถูกเชิญให้เดินทางไปประเทศเวียดนาม เพื่อขยายงานทดลองจากห้องปฎิบัติการไปสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม การทดลองประสบปัญหายุ่งยากหลายประการ เนื่องจากการผลิตจริงมีตัวแปรที่ไม่สามารถควบคุมได้ง่ายเหมือนห้องปฎิบัติการ ทีมงานใข้เวลาลองผิด ลองถูกอีกอย่างน้อยหนึ่งปี จนท้ายที่สุดผลิตภัณฑ์ ที่มีชื่อทางการค้าว่า “Permanet” ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลกว่ามีคุณสมบัติเป็นมุ้ง LLIN ในปี 2004 นับเป็นบริษัทที่สอง ต่อจากบริษัท Sumitomo Chemical
บริษัท Vestergaard-Frandsen เป็นผู้ถือสิทธิบัตร มุ้ง Permanet เท่าที่ทราบ ในปัจจุบันมีการผลิตหลัก ๆ ในประเทศเวียดนาม ไทย บังคลาเทศ และ ไนจีเรีย ซึ่งบริษัท อ้างว่า มีกำลังการผลิตรวมกัน ประมาณ 70 ล้านหลัง/ ปี
ในเวลาต่อมี มีบริษัทเอกชน ซี่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทเคมีข้ามชาติ ได้สนใจที่จะเข้ามามีส่วนแบ่งทางธุรกิจทางด้านนี้มากขึ้น เนื่องจากมีการประเมินความต้องการใช้มุ้ง เพื่อป้องกันการระบาดของโลกมาลาเรีย ในทุก ๆ ภูมิภาคของโลก ประมาณ 120-150 ล้านหลัง/ ปี ทั้งนี้ บริษัทต่าง ๆ ได้ ทำการวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ของตนเอง และในเวลาต่อมา ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก ตามลำดับก่อน/หลัง ดังต่อไปนี้
1. บริษัท BASF ประเทศเยอรมนี วิจัยและพัฒนามุ้ง Interceptor ซึ่งเป็นมุ้ง LLIN ทำจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์ ใช้เทคนิค Coating คือการเคลือบด้วยผ้ามุ้งด้วยวิธีจุ่ม-อัด-ผนึก สารออกฤทธิ์ที่ใช้ชื่อว่า อัลฟา-ไซเปอร์มิทริน ได้รับการรับรองฯ ในปี 2007 ปัจจุบันมีการผลิตในประเทศไทย จีน และเวียดนาม ในอนาคต อาจจะขยายการผลิตไปยังประเทศอื่น ๆ อีก
2. บริษัท Clarke Mosquito Control, Inc. ประเทศสหรัฐอเมริกา วิจัยและพัฒนามุ้ง Duranet ซึ่งเป็นมุ้ง LLIN ทำจากเส้นใยโพลีเอธีลีน ใช้เทคนิค Incorporation (เทคนิคเดียวกับ Sumitomo) สารออกฤทธิ์ที่ใช้ชื่อว่า อัลฟา-ไซเปอร์มิทริน ได้รับการรับรองฯ ในปี 2008 ปัจจุบันมีการผลิตในประเทศอินเดียเป็นหลัก
3. บริษัท Intection/ บริษัท Best Net Europe Ltd. ประเทศอังกฤษ ต่อยอดการผลิตมาจากผลงานวิจัยและพัฒนา ของ Dr. Ole Skovmand (ซึ่งในเวลาต่อมา แยกตัวออกมาจากกลุ่มธุรกิจ Vestergaard-Frandsen) เป็นมุ้ง LLIN ทำจากเส้นใยโพลีเอธีลีน ใช้เทคนิค Incorporation (เทคนิคเดียวกับ Sumitomo) สารออกฤทธิ์ที่ใช้ชื่อว่า เดลต้าเมทริน ได้รับการรับรองฯ ในปี 2008 ปัจจุบันมีการผลิตในประเทศอินเดียเป็นหลัก
4. บริษัท ทานาเน็ตติ้ง จำกัด/ ประเทศไทย บริษัท ทานาฯ เป็นบริษัทในเครือของ บริษัท สยามดัชท์ มอสกิโต้ เน็ตติ้ง จำกัด ได้รับการสนับสนุนงานวิจัย/พัฒนา จากทั้ง Netmark (USAID) บริษัท Bayer ผู้จัดจำหน่ายสารเดลต้าเมทริน และโพลีเมอร์ และบริษัท Anovotek สหรัฐอเมริกา (เครื่องสเปรย์ และเครื่องอบ) กระบวนการผลิตจะเริ่มจากตัด-เย็บมุ้ง ที่ยังไม่ชุบสารเคมี นำมาเข้าเครื่อง (คล้ายกับเครื่องซักผ้า) และฉีดสเปรย์ที่เป็นส่วนผสมของเดลต้าเมทริน + โพลิเมอร์เข้าไป หลังจากนั้น จะผ่านขั้นตอนการอบให้ผ้าแห้ง ชื่อการค้าของมุ้งที่ผลิตโดยบริษัท ทานาฯ คือ DawaPlus ได้รับการรับรองเมื่อปี 2009
5. บริษัท Bayer CropScience แห่งประเทศฝรั่งเศส ได้คิดค้น และพัฒนา ชุดชุบสารเดลต้าเมทริน สูตรพิเศษ ที่ทำให้มุ้งธรรมดา กลายเป็นมุ้ง LLIN ชื่อการค้าว่า K-O Tab 1-2-3 ซึ่งเหมาะสมสำหรับให้ผู้ใช้ ชุบมุ้งด้วยตนเอง อย่างไร ก็ตาม องค์การอนามัยโลก ได้ทดสอบประสิทธิภาพ และตัดสินว่า มุ้งที่ชุบด้วย K-O Tab 1-2-3 ไม่ได้มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ LLIN อย่างสมบูรณ์ แต่สามารถทนการซักได้ประมาณ 15 ครั้ง
6. บริษัท Syngenta ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นอีกบริษัท ที่คิดค้น และพัฒนา ชุดชุบสารแลมบ์ด้า ไซฮาโลทริน สูตรพิเศษ ที่ทำให้มุ้งธรรมดา กลายเป็นมุ้ง LLIN ชื่อการค้าว่า ICON Maxx ซึ่งเหมาะสมสำหรับให้ผู้ใช้ ชุบมุ้งด้วยตนเอง อย่างไร ก็ตาม องค์การอนามัยโลก ได้ทดสอบประสิทธิภาพ และตัดสินว่า มุ้งที่ชุบด้วย ICON Maxx ไม่ได้มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ LLIN อย่างสมบูรณ์ แต่สามารถทนการซักได้ประมาณ 15 ครั้ง
และบริษัทอื่น ๆ ที่ส่งผลิตภัณฑ์ให้องค์การอนามัยโลกพิจารณา แต่ยังไม่ได้มีการรับรอง (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2010) ได้แก่
1. บริษัท Bayer คิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์มุ้ง LLIN ชื่อการค้าว่า LifeNet ใช้สารเดลต้าเมทริน ฝัง (Incorporated) ไปในเส้นใย โพลีพรอพเพอลีน
2. บริษัท V.K.A. Polymers ประเทศอินเดีย คิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์มุ้ง LLIN ชื่อการค้าว่า MagNet
3. บริษัท Royal Sentry, USA ไม่มีข้อมูลรายละเอียดผลิตภัณฑ์
เมื่อผู้อ่านได้อ่านเรื่องราวมาถึงตรงนี้ ก็จะสามารถเข้าใจได้ว่า มุ้ง LLIN หรือ มุ้งเคลือบสารเคมีชนิดออกฤทธิ์ยาวนาน มิได้เป็นเรื่องใหม่ และมีผู้คิดค้น/ พัฒนาและผลิตในเชิงการค้ามานับทศวรรษแล้ว
ต่อกรณี ที่ สวทช. ได้เปิดตัว .”มุ้งนาโน” และชี้แจงว่า มีกระบวนการผลิตที่เป็นไปได้สองวิธีคือ การฝังสารออกฤทธิ์เข้าไปในเส้นใย (Incorporation) และวิธีการเคลือบสารออกฤทธิ์ลงไปบนพื้นผิวของเส้นใย (Coating) ก็จะเป็นวิธีการเดียวกันกับบรรดา
ผู้ผลิตรายอื่น ๆ ที่กล่าวมาในตอนต้น
ผู้เขียนได้สอบถามความเห็นจากเพื่อนชาวต่างชาติที่ทำงานบริษัทเคมียักษ์ใหญ่ของโลก ซึ่งเป็นผู้ประสานงานโครงการผลิตมุ้ง LLIN ด้วยกัน ซึ่งได้รับคำตอบว่า ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าการผลิตมุ้ง LLIN จำเป็นถึงขนาดจะต้องใช้นาโนเทคโนโลยี่ ดังนั้น ถ้ากระบวนการผลิตไม่ได้แตกต่างจากบริษัทอื่น ๆ ที่ทำมาก่อนหน้า ก็ไม่อาจถือได้ว่า “ประสบความสำเร็จเป็นรายแรกของเอเซีย หรือของโลก”
ในฐานะที่เป็นคนไทย ก็สนใจอยากติดตามผลงานและรายละเอียดอื่น ๆ และขอเป็นกำลังใจให้ทีมวิจัยของเรามีผลงานออกมาเยอะ ๆ นะครับ
ในตอนต่อไป จะพูดถึงเงื่อนไข/เกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะพิจารณารับรองคุณสมบัติของมุ้ง LLIN ซึ่งจะมีทั้งส่วนของประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์ต่อแมลง พร้อม ๆ กับมาตรฐานความปลอดภัยต่อผู้ใช้
]]>การผลิตมุ้ง Olyset net เริ่มจากการผสม (compounding) สารเพอร์เมทริน เข้ากับโพลีเอทิลีนเรซิน จะได้เม็ดพลาสติกที่มีสารเพอร์เมทรินฝังอยู่ ต่อจากนั้น เม็ดพลาสติกพิเศษนี้ จะถูกหลอมและฉีดออกมาเป็นเส้นใย มีขนาดดีเนียร์ (หน่วยวัดน้ำหนักของเส้นใยที่ความยาว 9,000 เมตร) ระหว่าง 150-200 หลังจากนั้น จะนำเส้นใยมาสืบและทอเป็นผ้าตาข่าย สุดท้ายตัดและเย็บเป็นมุ้งตามขนาดที่ต้องการ
เนื่องจากการผลิตมุ้งมีขั้นตอนในการผลิตที่ต้องใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก (Labor intensive) ในอันที่จะทำให้ราคาย่อมเยา และผู้ใช้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชากรในประเทศด้อยพัฒนา จำเป็นต้องโยกบางกระบวนการผลิต ไปผลิตในประเทศที่มีค่าแรงถูก บริษัท Sumitomo Chemical ตัดสินใจผลิตที่ประเทศจีน และทำการผลิตล็อตแรกในปี 1999 จำนวน 20,000 หลัง
มุ้ง Olyset net ได้รับการตรวจสอบและรับรองเรื่องประสิทธิภาพต่อแมลงและความปลอดภัยต่อผู้ใช้ จากองค์การอนามัยโลก ในปี 2001 ปัจจุบันบริษัท Sumitomo Chemical ได้ขยายการผลิตไปยังประเทศต่าง เช่น จีน เวียดนาม และแทนซาเนีย มีกำลังการผลิตรวมกัน ระหว่าง 20-30 ล้านหลัง/ปี
โปรดติดตามต่อในตอนที่ 3: นอกจาก บริษัท Sumitomo Chemical มีใครอีกบ้างที่ผลิตมุ้ง LLIN สำเร็จ?
]]>ตอนที่ 1: การใช้สารเคมีสังเคราะห์ไพรีทรอยด์ชุบมุ้งเพื่อไล่หรือฆ่ายุงไม่ใช่เรื่องใหม่
เริ่มจากการผลิตสารไพรีทริน ซึ่งเป็นสารเคมีธรรมชาติสกัดจากดอกไพรีทรัม (เบญจมาศป่า) ที่สหรัฐฯ ราวปี ค.ศ. 1870 ส่วนสารสังเคราะห์ไพรีทรอยด์รุ่นแรกถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วงปี 1960 มีประสิทธิภาพสูงกว่าสารที่สกัดจากธรรมชาติ แต่จะประสิทธิภาพจะไม่เสถียร โดยเฉพาะเมื่อถูกแสงแดด
ต่อมาในปี 1974 ได้มีการค้นพบสารสังเคราะห์ไพรีทรอยด์รุ่นที่สอง ในกลุ่ม เพอร์มาทริน ไซเปอร์เมทริน และเดลต้าเมทริน ซึ่งประสิทธิภาพไม่เสื่อมง่ายเมื่อได้รับผลกระทบจากแสงแดด และอากาศ ไพรีทรอยด์เป็นสารที่มีความเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมต่ำ แต่มีความเป็นพิษสูงและออกฤทธิ์ต่อแมลงที่สัมผัสอย่างรวดเร็ว (fast knock-down) ในปัจจุบัน องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้สารไพรีทรอยด์เท่านั้น สำหรับการชุบหรือเคลือบมุ้งกันยุง
องค์การอนามัยโลกเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดนโยบายและแผนปฎิบัติการในการควบคุมและกำจัดโรคมาลาเรีย การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมพื้นที่ในวงกว้าง ทำให้ปัญหาโรคมาลาเรียลดลง อย่างไรก็ตาม ในบางช่วงการดำเนินงานสะดุดลง เพราะปัญหาเรื่องงบประมาณอันเนื่องมาจากภาวะวิกฤติการณ์ทางการเงินของโลก ทำให้ปัญหาโรคมาลาเรียถูกละเลย และทำให้อัตราการระบาดของโรคกลับเพิ่มขึ้นอีก
ในปี 1998 โครงการ Roll Back Malaria ได้ถือกำเนิดขึ้น โดยความร่วมมือกันระหว่าง องค์การอนามัยโลก ยูนิเซฟ สำนักงานโครงการเพื่อการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และธนาคารโลก ทำหน้าที่ประสานงานในระดับนานาชาติเพื่อร่วมมือกันกำหนดมาตรการที่จำเป็นใน การต่อสู้กับโรคมาลาเรีย ในปัจจุบันโครงการดังกล่าวก่อให้เกิดความร่วมมือกันทั่วโลกอย่างกว้างขวาง ระหว่างองค์การระหว่างประเทศ รัฐบาล ภาคธุรกิจเอกชน เอ็นจีโอ มูลนิธิ ฯลฯ
องค์การ อนามัยโลกซึ่งมีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำทางวิชาการในการป้องกันและกำจัด โรคภัยโรคเจ็บ ได้ให้ความสำคัญในการรณรงค์ให้ประชาชนป้องกันตนเองด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ถูกยุงกัด หนึ่งในวิธีการที่ได้ผลคือการนอนในมุ้งเพื่อป้องกันยุง (ยุงก้นปล่อง – Anopheles)กัด ซึ่งเป็นพาหะนำโรคมาลาเรียมาสู่คน
ยุงที่เป็นพาหะนำโรคมาลาเรียส่วนใหญ่หากิน (ดูดเลือด) ในเวลากลางคืน มุ้งที่ใช้กางนอนจะเป็นปราการทางกายภาพช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ถูกยุงที่ กำลังกระหายเลือดเข้าไปกัดได้ ถ้าหากเรานำสารเคมีมาชุบมุ้ง ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันมากขึ้น นอกจากการป้องกันทางกายภาพเพียงอย่างเดียว มุ้งชุบสารเคมีจะช่วยป้องกันหรือขับไล่ หรือเป็นการตัดวงจรชีวิตยุง เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคมาลาเรีย
การทดสอบประสิทธิภาพของมุ้งชุบสารเคมีได้ดำเนินการในช่วงทศวรรษ 1980-1990 แสดงให้เห็นว่าสามารถลดอัตราการตายในเด็กเล็กได้กว่า 20% อย่างไรก็ตามประชากรกลุ่มเสี่ยงส่วนใหญ่ในประเทศยากจนไม่สามารถจัดซื้อมุ้ง ชุบสารเคมีได้ ไม่เพียงแต่ปัญหาเรื่องราคา แต่ยังรวมถึงประชากรบางส่วนไม่คุ้นเคยที่จะนอนในมุ้ง หรือบางส่วนไม่ได้นอนในมุ้งจนเป็นนิสัย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นอุปสรรคที่จะรณรงค์ให้ประชากรกลุ่มเสี่ยงเห็นความสำคัญของการ ใช้มุ้งชุบสารเคมีเพื่อป้องกันการระบาดของโรคมาลาเรีย
ในบางพื้นที่ ที่มีการใช้มุ้งกันอย่างแพร่หลาย มีการประมาณกันว่า มีการนำมุ้งกลับมาชุบสารเคมีใหม่ ไม่ถึง 5% ในระดับที่จะให้มีประสิทธิภาพต่อแมลง (ยุง) ตามที่กำหนด องค์การอนามัยโลกทำงานร่วมกับผู้ผลิตมุ้งและผู้ผลิตสารเคมีชุบมุ้ง เพื่อที่จะให้การนำมุ้งที่มีอยู่มาชุบเคมีใหม่เป็นเรื่องง่ายที่สุดเท่าที่ จะเป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม ได้ฝากความหวังไว้กับการพัฒนามุ้งที่เคลือบสารออกฤทธิ์คงทนยาวนาน (Long Lasting Insecticidal Net - LLIN) สามารถทนต่อการซักล้างได้หลายครั้ง ขณะที่สารเคมียังคงออกฤทธิ์ต่อแมลงได้เป็นเวลาถึง 4-5 ปี ตลอดอายุการใช้งานของมุ้ง ทำให้การนำมุ้งกลับมาชุบสารเคมีใหม่เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น
ก่อนที่จะกล่าวในรายละเอียดของมุ้ง LLIN อยากจะเรียนให้ผู้อ่านทราบว่า ประเทศไทยเรานับว่าเป็นแหล่งผลิตและส่งออกมุ้งมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยเฉพาะในช่วงปี 1980-2000 บริษัท สยามดัชท์ มอสควิโต้ เน็ตติ้ง จำกัด ถือว่าเป็นผู้บุกเบิกในธุรกิจนี้ และได้ทำงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้องค์การสหประชาชาติ ฯลฯ ในช่วงหลัง ๆ นี้ ประเทศอื่น ๆ นอกจากประเทศไทย ผลิตและส่งออกมุ้งกันมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นประเทศในแถบเอเซีย เช่นจีน เวียดนาม และอินเดีย ส่วนประเทศนอกทวีปเอเซีย คือแทนซาเนีย ก็เป็นอีกประเทศที่ผลิตมุ้งทั้งใช้ภายในประเทศเองและส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ ในทวีปอาฟริกาด้วยกัน
กรุณาติดตามในตอนที่ 2 : ใครคือรายแรกที่ผลิตมุ้ง LLIN?
]]>
ลักษณะทั่วไป
ไข้เลือดออก เป็นโรคติดเชื้อที่พบได้บ่อยมากโรคหนึ่ง พบมากในเด็กอายุ 5-9 ปี, รองลงมา 10-14 ปี, ในขวบปีแรกมักพบใน อายุ 7-9 เดือน, ส่วนในกลุ่มอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ก็มีแนวโน้ม พบได้มากขึ้น มักพบระบาดในฤดูฝนในช่วงที่มียุงลายชุกชุม
สาเหตุ
เกิดจากเชื้อไข้เลือดออก ซึ่งเป็นไวรัส มีอยู่ 2 ชนิดได้แก่ เด็งกี (Dengue) กับชิกุนคุนยา (Chigunkunya) ประมาณ 90% ของผู้ป่วยไข้เลือดออก จะมีสาเหตุจากเชื้อเด็งกี ซึ่งยังแบ่งออก เป็นพันธุ์ย่อย ๆ ได้อีก 4 ชนิดได้แก่ ชนิด 1,2,3 และ 4 เชื้อเด็งกีเหล่านี้ สามารถทำให้เกิดไข้เลือด ออกที่รุนแรงได้
โดยทั่วไปเมื่อได้รับเชื้อเด็งกีเข้าไปครั้งแรก (สามารถติดเชื้อตั้งแต่อายุได้ 6 เดือนขึ้นไป) โดยมีระยะ ฟักตัวประมาณ 3-15 วัน ผู้ป่วยจะมีไข้สูงคล้ายไข้หวัดใหญ่ และส่วนมากจะไม่มีอาการเลือดออก มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจมีเลือดออก หรือมี อาการรุนแรงต่อมาเมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อซ้ำอีก (ซึ่งอาจเป็น เชื้อเด็งกีชนิดเดียวกัน หรือคนละชนิดกับที่ได้รับครั้งแรกก็ได้ และมีระยะฟักตัวสั้นกว่า ครั้งแรก) ร่างกายก็จะเกิดปฏิกิริยาทำให้หลอดเลือดฝอยเปราะ และเกล็ดเลือดต่ำ จึงทำให้พลาสมา (น้ำเลือด) ไหลซึมออกจากหลอดเลือด และมีเลือดออกง่าย เป็นเหตุให้เกิดภาวะช็อกโดยทั่วไป การติดเชื้อครั้งหลัง ๆ ที่ทำให้เกิดอาการรุนแรง มักจะเกิดขึ้นภายหลังการติดเชื้อครั้งแรกประมาณ 6 เดือนถึง 5 ปี มักจะทิ้งช่วงไม่เกิน 5 ปี ด้วยเหตุนี้ไข้เลือดออกที่มีอาการรุนแรงจึงมักพบในเด็กอายุ ต่ำกว่า 10 ปี มากกว่าในวัยอื่นประมาณ 10% ของผู้ป่วยไข้เลือดออก จะมีสาเหตุจากเชื้อชิกุนคุนยา ซึ่งมักจะมีอาการไม่รุนแรง คือไม่ทำให้เกิดภาวะช็อก เช่นที่เกิดจากเชื้อเด็งกี โรคนี้มียุงลาย (Aedes aegypti) เป็นพาหะนำโรค กล่าวคือ ยุงลายจะกัดคนที่เป็นไข้เลือดออกก่อน แล้วจึงไปกัด คนที่อยู่ใกล้เคียง (ในรัศมีไม่เกิน 400 เมตร) ก็จะแพร่เชื้อให้คนอื่น ๆ ต่อไป ยุงชนิดนี้ชอบเพาะพันธุ์ ตามแหล่งน้ำนิ่งในบริเวณบ้าน เช่น น้ำในตุ่ม จานรองตู้กับข้าว ฝากะลา กระป๋อง หลุมที่มีน้ำขัง เป็นต้น เป็นยุงที่ออกหากิน (กัดคน) ในเวลากลางวัน
อาการ
อาการของไข้เลือดออกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่
ระยะที่ 1 ระยะไข้สูง ผู้ป่วยจะมีไข้สูงซึ่งเกิดขึ้นฉับพลัน มีลักษณะไข้สูงลอยตลอดเวลา (กินยาลดไข้ ก็มักจะไม่ลด) หน้าแดง ตาแดง ปวดศีรษะ กระหายน้ำ ผู้ป่วยจะซึม มักมีอาการเบื่ออาหาร และ อาเจียนร่วมด้วยเสมอ บางคนอาจบ่นปวดท้องในบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือชายโครงขวาหรือปวดท้องทั่วไป อาจมีอาการท้องผูก หรือถ่ายเหลว ส่วนมากจะไม่ค่อยมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล หรือไอมาก (เช่น คนที่ เป็นไข้หวัดหรือออกหัด) แต่บางคนอาจมีอาการเจ็บคอ คอแดงเล็กน้อย หรือไอบ้างเล็กน้อย ในราววันที่ 3 ของไข้ อาจมีผื่นแดง ไม่คัน ขึ้นตามแขนขาและลำตัว ซึ่งจะเป็นอยู่ 2-3 วัน บางคนอาจ มีจุดเลือดออกมีลักษณะเป็นจุดแดงเล็ก ๆ (บางครั้งอาจมีจ้ำเขียวด้วยก็ได้) ขึ้นตามหน้า แขน ขา ซอก รักแร้ ในช่องปาก (เพดานปาก กระพุ้งแก้ม ลิ้นไก่) ในระยะนี้อาจคลำพบตับโต และมีอาการกดเจ็บ เล็กน้อย การทดสอบทูร์นิเคต์* ส่วนใหญ่จะให้ผลบวกตั้งแต่วันที่ 2 ของไข้ และในวงกลมเส้นผ่าศูนย์ กลาง 1 นิ้ว มักจะพบมีจุดเลือดออกมากกว่า 20 จุดเสมอ ผู้ป่วยจะมีไข้สูงลอยอยู่ประมาณ 4-7 วัน ถ้าไม่มีอาการรุนแรง ส่วนมากไข้ก็จะลดลงในวันที่ 5-7 มักจะมีไข้ไม่เกิน 7 วัน แต่ถ้าเป็นมาก ก็จะ ปรากฏอาการระยะที่ 2
ระยะที่ 2 ระยะช็อกและมีเลือดออก มักจะพบในไข้เลือดออกที่เกิดจากเชื้อเด็งกีที่มีความรุนแรง ขั้นที่ 3 และ 4 และไม่ค่อยพบผู้ป่วยที่เกิดจากเชื้อชิกุนคุนยา อาการจะเกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 3-7 ของโรคซึ่งถือว่าเป็นช่วงวิกฤตของโรค อาการไข้จะเริ่มลดลง แต่ผู้ป่วยกลับมีอาการทรุดหนัก มีอาการปวดท้อง และอาเจียนบ่อยขึ้น ซึมมากขึ้น กระสับกระส่าย ตัวเย็น มือเท้าเย็น เหงื่อออก ปัสสาวะออกน้อย ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว (อาจมากกว่า 120 ครั้งต่อนาที) และความดันต่ำ ซึ่งเป็น อาการของภาวะช็อก เกิดขึ้นเนื่องจากพลาสมาไหลซึมออกจากหลอดเลือด ทำให้ปริมาตร ของเลือดลดลงมาก ถ้าเป็น รุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการไม่ค่อยรู้สึกตัว ตัวเย็นชืด ปากเขียว ชีพจร คลำไม่ได้ และความดันตกจนวัดไม่ได้ หากไม่ได้รับ การรักษาได้ทันท่วงที ก็อาจตายได้ภายใน 1-2 วัน นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังอาจมีอาการเลือดออกตามผิวหนัง (มีจ้ำเขียวพรายย้ำขึ้น) เลือด กำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือดสด ๆ หรือเป็นสีกาแฟ ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสด ๆ หรือเป็นสีน้ำมัน ดิบ ๆ ถ้าเลือดออกมักทำให้เกิดภาวะช็อกรุนแรงถึงตายได้อย่างรวดเร็ว ระยะที่ 2 นี้ จะกินเวลา ประมาณ 24-72 ชั่วโมง ถ้าหากผู้ป่วยไม่ตาย สามารถผ่านช่วงวิกฤตไปได้ ก็จะเข้าสู่ระยะที่ 3
ระยะที่ 3 ในรายที่มีภาวะช็อกไม่รุนแรง เมื่อผ่านช่วงวิกฤตไปแล้ว ก็จะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือแม้ แต่ผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกรุนแรง เมื่อได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที ก็จะฟื้นตัวสู่สภาพปกติ อาการที่ส่อว่าดีขึ้น ก็คือ ผู้ป่วยจะเริ่มอยากกินอาหาร แล้วอาการต่าง ๆ จะกลับคืนสู่สภาพปกติ รวมเวลาตั้งแต่เริ่มเป็นประมาณ 7-10 วัน ในรายที่มีอาการเพียงเล็กน้อย อาจเป็นอยู่ 3-4 วัน ก็หายได้เอง
*การทดสอบทูร์นิเคต์ (Tourniquet test) โดยใช้เครื่องวัดความดันรัดเหนือข้อศอกของผู้ป่วย ด้วยค่าความดันกึ่งกลางระหว่างความดันช่วงบนและความดันช่วงล่างของคน ๆ นั้น (ความดัน ช่วงบนบวกความดันช่วงล่างหารสอง) เป็นเวลานาน 5 นาที ถ้าไม่มีเครื่องวัดความดัน ให้ใช้ ยางหนังสติ๊กรัดเหนือข้อศอกให้แน่นเล็กน้อย (ยังพอคลำชีพจรที่ข้อมือได้) นาน 5 นาที ถ้าพบมี จุดเลือดออก (จุดแดง) เกิดขึ้นที่บริเวณท้องแขนใต้ตำแหน่งที่รัดเป็นจำนวนมากกกว่า 10 จุด ในวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว (เท่ากับเหรียญบาทโดยประมาณ) แสดงว่าการทดสอบได้ผล บวก ถ้าน้อยกว่า 10 จุด ก็ถือว่าได้ผลลบ ในผู้ป่วยไข้เลือดออก การทดสอบนี้จะได้ผลบวกได้มากกว่า 80% ตั้งแต่เริ่มมีไข้ได้ 2 วัน เป็นต้นไป 1-2 วันแรกอาจให้ผลลบ คนที่เป็นโรคเลือดที่มีเกล็ดเลือดต่ำ เช่น ไอทีพี , โลหิตจางอะพลาสติก หรือคนที่เป็นไข้หวัด หรือไข้อื่น ๆ ก็อาจให้ผลบวกได้เช่นกัน ผู้ป่วยไข้เลือดออกที่มีภาวะช็อก การ ทดสอบนี้อาจให้ผลลบได้
อาการแทรกซ้อน
ไข้สูง (39-40 ํซ.) หน้าแดง เปลือกตาแดง อาจคลำได้ตับโต มีผื่นแดง หรือจุดแดงจ้ำเขียว การทดสอบทูนิเคต์ให้ผลบวก
การรักษา
นอกจากภาวะเลือดออกรุนแรงและภาวะช็อกแล้ว อาจเป็นปอดอักเสบ หรือหลอดลมอักเสบ แทรกซ้อนได้ แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก นอกจากนี้ ถ้าให้น้ำเกลือมากไป อาจเกิดภาวะปอด บวมน้ำ (pulmonary edema) เป็นอันตรายได้ ดังนั้นเวลา ให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด ควรตรวจ ดูอาการอย่างใกล้ชิด
ข้อแนะนำ
1. ถ้าอาการไม่รุนแรง (มีอาการในขั้นที่ 1) คือเพียงแต่มีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร โดยยังไม่มี อาการเลือดออกเองหรือมีภาวะช็อก ควรให้การรักษาตามอาการ ดังนี้
1.1 ให้ผู้ป่วยพักผ่อนมาก ๆ
1.2 หากมีไข้สูง ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อย ๆ และให้ยาลดไข้-พาราเซตามอล ห้ามให้แอสไพรินเพราะ อาจทำให้มีเลือดออกได้ง่ายขึ้นอย่างไรก็ตาม ถึงแม้ให้ยาลดไข้ บางครั้งไข้ก็อาจจะไม่ลดก็ได้ ระวัง อย่าให้พาราเซตามอลถี่กว่ากำหนด
1.3 ถ้าเด็กเคยชัก ให้ยากันชัก
1.4 ให้อาหารอ่อน ๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก นม น้ำหวาน
1.5 ให้ดื่มน้ำมาก ๆ จนปัสสาวะออกมากและใส อาจเป็นน้ำเปล่า น้ำผลไม้ น้ำอัดลม (ควรเขย่าฟอง ออกก่อน) หรือสารละลายน้ำตาลเกลือแร่
1.6 ควรเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด อาจต้องนัดผู้ป่วยมาตรวจดูอาการทุกวัน ควรจับชีพจร วัด ความดันเลือด และตรวจดูอาการเลือดออก เมื่อพ้น 1 สัปดาห์ ผู้ป่วยก็มักจะทุเลาและฟื้นตัวได้หาก มีเลือดออก หรือสงสัยเริ่มมีภาวะช็อก ควรส่งโรงพยาบาลด่วน
2. ถ้าผู้ป่วยอาเจียนมากหรือมีภาวะขาดน้ำ ควรให้น้ำเกลือชนิด 5% D/1/2NSS หรือ 5%D/1/3NSS ประมาณ 100 มล. ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ทางหลอดเลือดดำ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 1-2 วัน หรือมีภาวะช็อก หรือเลือดออก ควรส่งโรงพยาบาลด่วน
3. ถ้าผู้ป่วยมีภาวะช็อกหรือเลือดออก (ขั้นที่ 3 และ 4) ควรส่งโรงพยาบาลด่วน โดยให้ 5% D/1/2 NSS ประมาณ 10-20 มล. ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ไประหว่างทางด้วยทำการวินิจฉัยด้วยการ เจาะเลือด ตรวจฮีมาโตคริต(hematocrit) เพื่อดูความเข้มข้นของเลือดเป็นระยะ ๆ ถ้าเลือดข้น มากไป เช่น ฮีมาโตคริต มีค่ามากกว่า 50% ขึ้นไปก็แสดงว่าปริมาตรของเลือดลดน้อย ซึ่งเป็น สาเหตุของภาวะช็อกได้ ควรให้น้ำเกลือจนกว่าความเข้มข้นของเลือดกลับลงเป็นปกติ (ฮีมาโตคริต ประมาณ 40-45%) นอกจากนี้อาจเจาะเลือดตรวจดูเชื้อที่เป็นสาเหตุ (ตรวจทางไวรัสวิทยา) โดยเจาะ ในวันแรกครั้งหนึ่ง ก่อนผู้ป่วยกลับบ้านครั้งหนึ่ง และอีก 2 สัปดาห์ อีกครั้งหนึ่ง ถ้าอยู่ใน โรงพยาบาลต่างจังหวัดอาจเก็บตัวอย่างเลือดโดยซับบนกระดาษซับ แล้วส่งไปตรวจยังหน่วยงาน ที่สามารถทำการตรวจเลือดได้ การรักษา ให้น้ำเกลือรักษาภาวะช็อก ถ้าจำเป็นอาจให้พลาสมา หรือสารแทนพลาสมา (เช่น แอลบูมิน หรือเดกซ์แทรน) และให้เลือดถ้ามีเลือดออก
]]>
การ ทดสอบประสิทธิภาพของมุ้งชุบสารเคมีได้ดำเนินการในช่วงทศวรรษ 1980-1990 แสดงให้เห็นว่าสามารถลดอัตราการตายในเด็กเล็กได้กว่า 20% อย่างไรก็ตามประชากรกลุ่มเสี่ยงส่วนใหญ่ในประเทศยากจนไม่สามารถจัดซื้อมุ้ง ชุบสารเคมีได้ ไม่เพียงแต่ปัญหาเรื่องราคา แต่ยังรวมถึงประชากรบางส่วนไม่คุ้นเคยที่จะนอนในมุ้ง หรือบางส่วนไม่ได้นอนในมุ้งจนเป็นนิสัย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นอุปสรรคที่จะรณรงค์ให้ประชากรกลุ่มเสี่ยงเห็นความสำคัญของการ ใช้มุ้งชุบสารเคมีเพื่อป้องกันการระบาดของโรคมาลาเรีย
ในบางพื้นที่ ที่มีการใช้มุ้งกันอย่างแพร่หลาย มีการประมาณกันว่า มีการนำมุ้งกลับมาชุบสารเคมีใหม่ ไม่ถึง 5% ในระดับที่จะให้มีประสิทธิภาพต่อแมลง (ยุง) ตามที่กำหนด องค์การอนามัยโลกทำงานร่วมกับผู้ผลิตมุ้งและผู้ผลิตสารเคมีชุบมุ้ง เพื่อที่จะให้การนำมุ้งที่มีอยู่มาชุบเคมีใหม่เป็นเรื่องง่ายที่สุดเท่าที่ จะเป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม ได้ฝากความหวังไว้กับการพัฒนามุ้งที่สามารถออกฤทธิ์ต่อแมลงคงทนยาวนาน (Long Lasting Insecticidal Net) สามารถทนต่อการซักล้างได้หลายครั้ง ขณะที่สารเคมียังคงออกฤทธิ์ต่อแมลงได้เป็นเวลาถึง 4-5 ปี ตลอดอายุการใช้งานของมุ้ง ทำให้การนำมุ้งกลับมาชุบสารเคมีใหม่เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น
หนึ่งในเป้าหมายที่กำหนดในระว่างการประชุมสุดยอด เดือนเมษายน 2000 ที่กรุงอาบูจา ประเทศไนจีเ รีย ก็คือ ภายในปี 2005 อย่างน้อย 60% ประชากรที่อยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อโรคมาลาเรีย ต้องใช้มุ้งชุบสารเคมีกางนอนเพื่อปุ้งกันยุงกัด ในการนี้ มีความต้องการมุ้งชุบสารเคมี หรือจำเป็นต้องนำเอามุ้งกลับมาชุบสารเคมี ประมาณ 32 ล้านหลังในแต่ละปี เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว จำเป็นต้องทำงานประสานความร่วมมือกันมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนจัดหามุ้งมาใช้ได้ในราคาที่เหมาะสม และที่สำคัญ ต้องให้ประชาชนรู้สึกอยากจะใช้มุ้งด้วยตนเอง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินมาตรการหลาย ๆ ประการ ในอันที่จะรณรงค์ให้ประชาชนใช้มุ้งในการป้องกันโรคมาลาเรีย ให้มีการแข่งขันกันระหว่างผู้ผลิต เพื่อให้ราคาไม่สูงจนเกินไป และขณะเดียวกันต้องคงไว้ซึ่งคุณภาพของมุ้ง เพื่อให้เกิดความยอมรับจากผู้ใช้
โครงการการตลาดเพื่อสังคม (social marketing) การให้ความรู้ทางด้านสาธารณสุข และการส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมในการนอนในมุ้ง (net culture) ผ่านการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ในทางสาธารณะ จะช่วยเสริมสร้างความต้องการจากผู้ใช้ ตาม ”ปฏินญาอาบูจา” รัฐบาลต่าง ๆ ในทวีปอาฟริกา ให้คำมั่นที่จะลดหรือยกเลิกพิกัดอัตราภาษีศุลกากรและภาษีใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมุ้งสำเร็จรูป ผ้ามุ้ง และสารเคมีชุบมุ้ง เพื่อที่จะมีส่วนช่วยให้ราคามุ้งสุดท้ายที่ขายให้แก่ผู้บริโภคลดลง ปัจจุบัน กว่า 20 ประเทศ ได้ลด หรือยกเว้นภาษี นับแต่การประชุมสุดยอดอาบูจา
หลาย ๆ ประเทศได้มีความพยายามส่งเสริมให้มีการส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศและสร้าง บรรยากาศให้มีการแข่งขัน โดยการลงทุนจากภาคเอกชนในการผลิตหรือนำเข้ามุ้งจากต่างประเทศ
บทบาทของภาครัฐที่ช่วยให้ราคามุ้งชุบสารเคมีลดต่ำลง ในระดับที่จะทำให้ประชาชน/ ครอบครัวที่ยากจนสามารถจัดหามุ้งมาใช้งานได้ อาจอยู่ในรูปของ การจ่ายเงินอุดหนุนสำหรับประชาชนกลุ่มเป้าหมาย หรือแผนงานจ่ายเงินอุดหนุนต่าง ๆ
เนื่องจากมุ้งจำนวนได้ถูกจำหน่าย จ่ายแจกไปยังประชาชน โดยองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร หรือหน่วยงานอื่น ๆ องค์การอนามัยโลกได้กำหนดมาตรฐานคุณลักษณะเฉพาะทางเทคนิคสำหรับผ้ามุ้ง ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความสะดวกในการจัดซื้อจัดจ้างและการควบคุมคุณภาพ <ยังมีต่อ>>>
ในปี 1998 โครงการ Roll Back Malaria ได้ถือกำเนิดขึ้น โดยความร่วมมือกันระหว่าง องค์การอนามัยโลก ยูนิเซฟ สำนักงานโครงการเพื่อการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และธนาคารโลก ทำหน้าที่ประสานงานในระดับนานาชาติเพื่อร่วมมือกันกำหนดมาตรการที่จำเป็นใน การต่อสู้กับไข้มาลาเรีย ในปัจจุบันโครงการดังกล่าวก่อให้เกิดความร่วมมือกันทั่วโลกอย่างกว้างขวาง ระหว่างองค์การระหว่างประเทศ รัฐบาล ภาคธุรกิจเอกชน เอ็นจีโอ มูลนิธิ ฯลฯ
องค์การ อนามัยโลกซึ่งมีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำทางวิชาการในการป้องกันและกำจัด โรคภัยไข้เจ็บ ได้ให้ความสำคัญในการรณรงค์ให้ประชาชนป้องกันตนเองด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ถูกยุงกัด ได้แก่
1. นอนในมุ้งเพื่อป้องกันยุง (ยุงก้นปล่อง – Anopheles)กัด ซึ่งเป็นพาหะนำโรคมาลาเรียมาสู่คน
2. การสวมเสื้อผ้าปกปิดร่างกายให้มิดชิด
3. การใช้ยาทากันยุงกัด (Mosquito repellent)
4. การใช้ยาจุดกันยุง (Mosquito coils and sticks)
5. การใช้ตาข่ายกันยุงกัด หรือ การใช้มุ้งลวด
ใน บรรดาวิธีการต่าง ๆ การนอนในมุ้งเป็นมาตรการที่ได้ผลดีที่สุดและขณะเดียวกันเสียค่าใช้จ่ายน้อย ที่สุด อย่างไรก็ตามพบว่าแม้ว่ามุ้งโดยทั่วไปราคาไม่แพง แต่ประชาขนกลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะในประเทศยากจน ไม่มีเงินพอที่จะซื้อมาใช้ได้ องค์กร/ภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องจึงต้องจัดงบประมาณเพื่อจัดซื้อและแจกจ่ายให้ฟรีกับประชาชน เหล่านั้น
การผลิตมุ้งในช่วงเกือบสองทศวรรษได้พัฒนาไปมาก ทั้งในเรื่องของการใช้เส้นใยแบบใหม่ ๆ และการคิดค้นสารเคมีที่ออกฤทธิ์ไล่หรือฆ่ายุง ในการเคลือบมุ้ง และล่าสุดคือการทำให้สารเคมีที่เคลือบมุ้งมีความคงทนต่อการซักล้าง และสารออกฤทธิ์คงทนยาวนาน ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า “Long Lasting Insecticidal Net – LLIN” ผลิตภัณฑ์ LLIN จะต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานขององค์การอนามัยโลกที่เรียกว่า “WHO Pesticide Evaluation Scheme – WHOPES” ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพทางชีวภาพต่อแมลงที่เป็นพาหะนำโรค และความปลอดภัยต่อผู้ใช้รายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติเฉพาะทางเทคนิคของมุ้ง สารเคมี (ทางสาธารณสุข) ที่ใช้ และคุณสมบัติของมุ้ง LLIN จะได้ทยอยเขียนมาลงบทความในตอนต่อ ๆ ไป
]]>ดังที่เคยเขียนในบทความก่อนหน้านี้ ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากโรคมาลาเรีย ถือว่าเป็นปัญหาระดับต้น ๆ ของโลก องค์การระหว่างประเทศ รัฐบาล ภาคธุรกิจเอกชน เอ็นจีโอ มูลนิธิ สมาคมฯลฯ ได้ร่วมมือกันในการจัดงบประมาณ เพื่อต่อสู้กับโรคมาลาเรีย เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตให้ได้ 50% ภายในปี ค.ศ. 2015 การใช้มุ้งกางนอนถือเป็นมาตรการหนึ่งที่สำคัญในการป้องกันโรค แต่เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ยังยากจน ไม่สามารถจัดซื้อมุ้งที่มีขายอยู่ทั่วไปภายใต้กลไกทางการตลาดปกติได้ หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงจำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซงกลไกทางการตลาด โดยการจัดงบประมาณมาเพื่อจัดซื้อมุ้งเพื่อแจกจ่ายให้ฟรี หรือจ่ายเงินอุดหนุนให้บางส่วนอย่างไรก็ตาม หน่วยงานผู้จัดซื้อได้ซื้อมุ้งจากผู้ผลิต/ จำหน่าย เป็นจำนวนมาก และได้แจกจ่ายไปยังประชาชนมาเป็นเวลาหลายปี แต่ยังไม่มีหน่วยงาน/ สถาบันใดกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์สำหรับผ้ามุ้งและมุ้งสำหรับกางนอนขึ้นมาเป็น การเฉพาะ ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในท้องตลาดจึงมีความแตกต่างกันทั้งในแง่ของวัสดุที่นำมา ถักทอ วิธีการถักทอ คุณสมบัติทางกายภาพ ขนาด สี และ อื่น ๆ ดังนั้น หน่วยงานผู้ซื้อจึงมีปัญหาที่ไม่สามารถเปรียบเทียบราคาที่เสนอระหว่างผู้ ผลิต/ผู้จำหน่วยต่าง ๆ และรวมถึงไม่สามารถควบคุมคุณภาพสินค้าได้ นอกจากนั้น ผู้ผลิต/ผู้จัดจำหน่ายก็ประสบปัญหาว่าหน่วยงานผู้จัดซื้อแต่ละองค์กร/ สถาบัน มีความต้องการที่แตกต่างกันไป และบ่อยครั้ง กำหนดคุณสมบัติเฉพาะทางเทคนิคที่แย้งกันเอง การกำหนดมาตรฐานเบื้องต้นจะช่วยส่งเสริมให้มีการปรับปรุงคุณภาพสินค้าและ ช่วยให้เกิดการยอมรับจากผู้ใช้
ดังนั้น องค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟ จึงได้จัดประชุมเพื่อกำหนดมาตรฐานเบื้องต้นสำหรับผ้ามุ้งและมุ้งกางนอน ในระหว่างวันที่ 8-9 มิถุนายน 2000 ที่องค์การอนามัยโลก สำนักงานใหญ่ กรุงเจนีวา โดยเชิญผู้แทนจากผู้ผลิตมุ้ง หน่วยงานผู้จัดซื้อประเภทองค์กร เช่น องค์การอนามัยโลก ยูนิเซฟ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ สถาบันทดสอบสิ่งทอจากอังกฤษ ผรั่งเศส และโปรตุเกส นายแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ เข้าร่วมประชุม
ที่ประชุมได้กำหนดมาตรฐานชั่วคราวสำหรับผ้ามุ้งและมุ้งกางนอนไว้ดังนี้
1. เส้นใยที่นำมาผลิตมุ้ง สมัยก่อนมุ้งทำมาจากผ้าลินิน, Raffia (เส้นใยจากปาล์ม) และปอ ปัจจุบันมุ้งทำมาจากเส้นใยธรรมชาติ เช่นฝ้าย(cotton) หรือเส้นใยสังเคราะห์ เช่น ไนล่อน โพลีเอสเตอร์ และโพลีเอธิลีน เส้นใยที่เหมาะสมพิจารณาจากต้นทุนวัตถุดิบ (กล่าวคือ ไม่แพงเกินไป) คุณสมบัติเรื่องความคงทน เส้นใยสังเคราะห์มีความคงทนกว่า cotton ตลอดจนคุณสมบัติอื่น ๆ ที่เหมาะสมกับการพัฒนาให้เป็นมุ้ง Long Lasting Insecticidal Net – LLIN ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดในตอนต่อไปที่ประชุมสรุปว่า เส้นใยที่มีความเหมาะสมมีอยู่ 2 ชนิด คือ โพลีเอสเตอร์ และโพลีเอธิลีน อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติของเส้นใยสองชนิดนี้ มีข้อดี/ข้อเสีย ดังนี้คือ
# โพลีเอสเตอร์ เส้นใยโพลีเอสเตอร์ 1 เส้น ประกอบไปด้วยเส้นใยขนาดเล็ก (multi-filaments) จำนวนประมาณตั้งแต่ 36-48 filaments ต่อเส้น ข้อดีคือเวลาผู้ใช้สัมผัสมุ้งจะรู้สึกนุ่มน่าใช้และพลิ้วไหว ข้อเสียคือความแข็งแรงจะด้อยกว่า โพลีเอธิลีน เล็กน้อย
# โพลีเอธิลีน เป็นเส้นด้ายเดี่ยว (mono-filament) เมื่อถักเป็นมุ้งแล้วจะแข็งกระด้าง แต่มีข้อดีคือเส้นใยแข็งแรงและใช้งานได้นานกว่าโพลีเอสเตอร์สำหรับไนล่อนไม่ นิยมนำมาผลิต เพราะราคาแพง ผุ่นและสิ่งสกปรกอื่น ๆ เกาะติดง่าย คนส่วนใหญ่เมื่อเห็นมุ้งโพลีเอสเตอร์ มักจะเข้าใจว่าเป็นมุ้งไนล่อน
2. ขนาดของเส้นใย (ดีเนียร์*) ถ้าเป็นโพลีเอสเตอร์ แนะนำให้ใช้ 75 หรือ 100 ดีเนียร์ แต่ถ้าเป็นโพลีเอธิลีน เส้นใยขนาดเล็กสุดที่ผลิตได้จะประมาณ 150 ดีเนียร์ หมายเหตุ ดีเนียร์เป็นหน่วยวัดน้ำหนักของเส้นใยที่ความยาว 9,000 เมตร ตัวเลขดีเนียร์ยิ่งสูง ขนาดของเส้นใยจะใหญ่ขึ้น มุ้งที่ผลิตมาเพื่อกางนอนป้องกันยุงกัด จะใช้เส้นใย 75 หรือ 100 ดีเนียร์ เพื่อความแข็งแรง คงทน แต่หากการผลิตมุ้งเพื่อการประดับ ตกแต่งห้องนอน อาจใช้ 40 หรือ 50 ดีเนียร์แทน เพราะจะทำให้มุ้งมีน้ำหนักเบา พลิ้วไหว
3. กำหนดวิธีการผลิตโดยการถักผ้าแนวดิ่ง (WARP KNITTING) คือ วิธีการผลิตผ้าโดยการถักแบบหนึ่งซึ่งห่วงจะเกิดขึ้นในทิศทางเดียวกับความยาว ของผ้า จากเส้นด้ายชุดเดียวหรือหลายชุดก็ได้และมีลักษณะเฉพาะตรงที่เส้นด้ายแต่ละ ชุดที่ป้อนเข้าไปเกือบจะเป็นเส้นเดียวกันกับทิศทางที่เกิดเป็นผ้าไม่แนะนำ ให้ผลิตมุ้งโดยการทอ เพราะเมื่อผ้าขาดเป็นรู จะทำให้เส้นด้ายขาดลุ่ย และรอยขาดจะขยายใหญ่ขึ้น และซ่อมแซมได้ยาก
4. กำหนดจำนวนช่องโปร่ง (Mesh) ขั้นต่ำที่ 156 (12×13) ช่องต่อตารางนิ้ว ขนาดช่องโปร่งไม่ควรใหญ่หรือเล็กเกินไป หากใหญ่เกินไปยุงหรือแมลงที่เป็นพาหะนำโรคอาจมุดช่องเข้าไปกัดคนนอนได้ หรือหากเล็กเกินไป ทำให้อากาศถ่ายเทได้ยาก ทำให้ร้อนอบอ้าว ทั้งนี้ ผู้ใช้ส่วนใหญ่ (ประเทศด้อยพัฒนา) ไม่ได้นอนห้องแอร์สำหรับกระทรวงสาธารณสุขของไทย กำหนดจำนวนช่องโปร่ง 196 ช่อง (14×14)
5. กำหนดการเปลี่ยนแปลงขนาด (ยืดหรือหด) หลังการซักไม่เกิน +/- 10% สามารถควบคุมได้ในขั้นตอนการอบ-ผนึกผ้าด้วยความร้อน (heat-set) โดยใช้เครื่อง Stenterผ้ามุ้งที่มีการเปลี่ยนแปลงขนาดเกินมาตรฐานที่กำหนด อาจทำให้ขนาดช่องโปร่งขยายขึ้น หรือหดลง ขนาดของมุ้งกว้าง x ยาว x สูง ก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย
6. กำหนดความแข็งแรงของผ้าถักในการต้านแรงดันทะลุ (Bursting strength) ขั้นต่ำ 250 กิโลปาสคาล ผู้ผลิตจะทดสอบความแข็งแรงฯ ในห้องปฏิบัติการโดยใช้เครื่อง Bursting tester
7. มาตรฐานเกี่ยวกับความปลอดภัยจากการถูกไฟไหม้ (Fire safety) ตามมาตรฐาน Class 1 (16 CFR part 1610-CS 191-53) มุ้งที่ทำจากโพลีเอสเตอร์ และโพลีเอธิลีน มีคุณสมบัติติดไฟได้ แต่ไฟไม่ไหม้ลุกลาม ทำให้มีความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ในประเทศด้อยพัฒนา ที่ยังใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดหรือเทียนไขในเวลาค่ำคืน
นอกจากนั้น ยังมีการกำหนดมาตรฐานอื่น ๆ อีกเช่น กรณีที่เป็นมุ้งย้อมสี ต้องมีความคงทนของสีต่อการซักอย่างน้อย 4 ครั้ง รวมถึงมุ้งต้องติดป้ายแนะนำวิธีการใช้และการดูแลรักษา เป็นต้น ซึ่งจะไม่ขอกล่าวในที่นี้
]]>